หนึ่งวันของคนป่วย

posted on 24 Oct 2011 18:47 by superbuilding  in feeling
 
พูดถึงหนึ่งวันของเรา ถ้าดูเผินๆแล้วเราคิดว่าเราใช้เวลาช่วงปิดเทอมไปกับสิ่งที่คล้ายๆกันทุกวัน
ทำเรื่องเดิมๆเหมือนกันทุกวัน
พอรู้สึกเช่นนี้ขึ้นมาแล้วหงุดหงิดระคนกระวนกระวายชอบกล เพราะไม่อยากปล่อยเวลาช่วงปิดเทอมอันมีค่าไปแบบเปล่าปลี้
 
 
สมองตื่นขึ้นมาตอนตี3ของเช้าวันใหม่
มองไปนอกหน้าต่างแล้วเห็นแสงสว่างจากไฟข้างทางส่องมาแบบนวลๆดี
แล้วก็พยายามหลับต่อ แต่ทำได้แค่ครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่ชั่วโมงครึ่ง
 
ตี4ครึ่ง ได้ยินว่าถ้าเป็นที่ญี่ปุ่นคงฟ้าสว่างแล้ว
แต่เป็นที่ไทยก็เห็นแค่แสงนวลๆแบบบรรยากาศเดียวกับตอนตี3
เราลุกขึ้นมาอ่านและคัดคันจิ (ตัวอักษรจีนที่ญี่ปุ่นยืมเอามาใช้โดยคำจะเปลี่ยนเสียงอ่านไป แต่บางคำยังคงเสียงอ่านแบบจีนเอาไว้ด้วย)
 
เสร็จแล้วก็นั่งอ่านหนังสือเรื่อง เกิดเป็นหมอ
จนถึงตี5ครึ่ง ร่างกายก็เริ่มบอกว่า หิวแล้วๆ เลยคิดว่าถึงเวลากินข้าวเช้า
คิดว่าจะทำแซนวิชเพราะเมื่อวานซื้อแฮมกับขนมปังมา
เรานั่งกินอยู่จนถึง 6โมงกว่าค่ะ ถึงไม่มีผักก็ยังอร่อย ^-^
คุยกับพ่อแม่ไปด้วย ต่างคนก็ต่างทำกิจกรรมของตัวเองไป
 
แม่เราเคยบอกว่าสิ่งที่คนเราขาดไม่ได้มีอยู่3อย่างค่ะ คือ กิน นอน อึ
ภายในช่วงเวลาสั้นๆเราก็ทำทั้งสามอย่างครบไปแล้ววว
 
เติมพลังเสร็จแล้วจึงมานั่งอ่าน เกิดเป็นหมอ ต่อ
สักพักหนึ่ง แม่เราก็เดินมาเปิดทีวี เราเลยวางหนังสือแล้วหันมาดู ข่าวช่อง5หน้า1แทน
วันนี้เชิญอาจารย์(มั๊ง?)ปราโมทย์มา เราว่าอาจารย์แกพูดดีนะคะ
ทำให้เราเข้าใจสถานการณ์ได้ด้วยคำพูดง่ายๆ
เปลี่ยนไปดูเรื่องเล่าเช้านี้บ้างสลับกันไปค่ะ
 
8โมงปั๊บเราตัสินใจเปลี่ยนช่องไปดูโกโกริโกะ เกมส์กึ๊ย
วันนี้พาไปตระเวนตลาดเช้า 7 แห่งของญี่ปุ่น
ดุไปก็อยากทำอาหารบ้าง อยากกินบ้างตามประสา
 
9 โมงเปิดช่องอนิแมกดูการ์ตูนเรื่อง kekkaishi ตอนที่ดูไปแล้วเมื่อวันศุกร์
กะจะดูแป๊บเดียว แต่ดันดูจนจบตอนซะงั๊น เราชอบจริงๆเลยค่ะ อะไรที่เกี่ยวกับการฝึกวิชาเนี่ย
คนที่กำลังพยายามเพื่อทำอะไรสักอย่างด้วยการพัฒนาตนเอง..เรื่องราวแบบนี้เป็นสิ่งที่เราคิดว่าน่าหลงใหลมากค่ะ
 
9โมงครึ่ง ปิดทีวีและอ่าน เกิดเป็นหมอต่อจนจบ เย่
ว่่าแล้วก็หยิบสร้างสุข วารสารแจกฟรีฉบับเดือนต.ค.ที่พึ่งส่งมาถึงเมื่อวันก่อนมาอ่านจนจบ
ฉบับนี้น่าสนใจมากค่ะ มีเรื่องเกี่ยวกับกิจจกรรมตอนปิดเทอม หนังสือเล่มโปรดของคนดัง
รูปเล่มก็ทำด้วยกระดาษที่น่าเปิดอ่านมาก
 
เราอ่านไปก็เสียดายไปว่า ถ้าส่างมาตั้งแต่ต้นเดือน เราคงมีโอกาสสมัครและร่วมกิจกรรมต่างๆที่วารสารชวน
มะ มาอ่านตอนนี้ก็ไม่ทันเสียแล้ว
 
ว่าแล้วก็อาบน้ำโนน่นี่ไปตามเรื่อง
..
....
.....
พอเขียนมาถึงตรงนี้ รู้สึกขึ้นมาเหมือนกันว่าวันนึงนี่ยาวนานนะ เพราะพิมพ์มาเท่านี้ก็แค่10โมงเองค่ะ
 
....
...
..
 
หลังจากนั้นเริ่มเวียนหัวแล้วก็ปวดหัว
รู้สึกว่าร่างกายไม่พร้อมจะอ่านตัวหนังสือเพิ่ม
เลยแอบใช้คอมที่พี่เปิดค้างไว้มาเปิดการ์ตูน นัทสึเมะ กับสมุดรวยเพื่อน ดุ
เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นรอบตัวของเด็กชาย เอ้อ ม.ปลาย ก็วัยรุ่นแล้วเนอะที่สามารถมองเห็นภูติผีปีศาจได้ ทำให้ชีวิตวัยเด็กต้องลำบากพอสมควร ถูกหาว่าเป็น เด็กขี้โกหก บ้าง อะไรอีกเเยะ
แต่ตอนนี้นัทสึเมะมีความสุข
เขาอาศัยอยู่กับครอบครัวที่มีน้ำใจ ต่างจากบ้านอื่นๆที่เคยอยู่มา
ได้พบผู้คนมากหลาย....
ไม่รู็จะพูดยังไงดี เอาเป็นว่าเป็นเรื่องที่อ่อนโยน แล้วก็ถ้าไม่สบายเราก็จะเลือกดูเรื่องนี้แหละ
 
 
 
แต่พอดูจบรู้สึกไม่สบายหัวขึ้นไปอีก ทั้งๆที่การ์ตูนสนุกแท้ๆ
 
จากนั้นเราก้จัดกระเป๋าสำหรับไปโรงเรียนไว้ก่อน เพราะคิดไว้เเล้วว่าจะจัดเอาวันนี้
แล้วก็เย็บกระเป๋าเคียงที่ขาด แล้วก็ตัดสินใจเเกะผ้าเช็ดหน้าที่ได้มาเป็นของขวัญวันปีไชใหม่ออกมาใช้เป็นผ้าที่จะแผ่ความเย็นจากน้ำเข้าสู่ร่างกายเรา
 
นอนจนถึง 3 โมงกว่า
 
 
ปีที่แล้วเคยเรียนในวิชาภาษาไทยว่า หน้าซีดจังเลยนะ เป็นวลีที่ไม่ควรพูดเพราะจะทำให้ผู้ฟังไม่สบายใจได้ วันนี้เรารู้แล้วว่า เป็นเรื่องจริงสุดๆ พอมองกระจกแล้วเห็นใบหน้าที่ซีดเซียวกว่าเดมของตัวเองแล้วคิดขึ้นมาอย่างหนึ่งว่า ถ้าคนพูดแบบนั้นกับเราขึ้นมา คงรู้สึกแย่กว่าเดิมแน่เลยค่ะ...
 
พอลงมาอีกทีก็เห็นว่าพี่ชายยกของบางส่วนจากชั้นล่างขึ้นไปไว้ข้างบนเพิ่ม
เราเห็นแล้วก็ฮึดขึ้นมา หายปวดหัวเลย
อยากยกของบ้าง
 
จนถึง 4 โมงครึ่งจึงอุ่นข้าวมันไก่กินกับเกี้ยมไฉ่ อร่อยมาก
กินไปดู FAB TV ไป
 
ดูการ์ตูนโนน่นี่จนถึง 6 โมงครึ่ง
 
 
อยากเข้าไปอ่านบล็อกในเอ็กทีน แต่รู็สึกว่าปวดหัวจนคิดว่าทำไม่ไหวและไม่อยากทำอะไรเลย จึงมาอัพบล็อกแทนนน
 
 
ซะอย่างนั้นนน
 
ซาโยนาระ
ลาก่อนค่ะ
 
 
 
 
 

ทำในสิ่งที่ชอบ

posted on 27 Aug 2011 06:50 by superbuilding  in something
 
ช่วงนี้เราชอบเดินช้าค่ะ ทั้งๆที่แต่ก่อนเป็นคนเดินเร็ว
 
ถึงอย่างนั้นช้าของเราก็ยังเป็นเร็วของคนอื่นอยู่ดีค่ะ
 
แต่เมื่อวานเริ่มอยากจะกลับมาเดินให้เร็วแบบเดิมบ้าง เลยลองเร่งสปีดตัวเองดู
แต่....เราลืมไปแล้วว่าอัตราเร็วเร็วของการเดินที่เคยทำแต่ก่อนเป็นยังไง...
 
ฮามั๊ยล่ะนั่น ตอนนี้เริ่มไม่ค่อยใส่ใจแล้ว เดินไปตามจังหวะที่อยากนั่นแหละสุขที่สุด
 
 
แล้วเมื่อวานก็เดินไปศูนย์หนังสือจุฬา เพื่อไปซื้อพจนานุกรมเล่มหนึ่ง
แต่หลังจากที่เลือกอยู่นาน ...เปลี่ยนใจแระ ไปซื้อที่ร้านคิโนะในพารากอนดีกว่า
ไม่รู้อะไรดลใจ หนึ่งในเหตุผลที่คิดขณะนั้นคือ คิโนะน่าจะถูกกว่า
 
...ตรรกะอะไรของข้าเี่นี่ย...
พอมานึกย้อนดู ศุนย์หนังสือจุฬาน่าจะถูกกว่าอยู่แล้ว
 
และก็เป็นเช่นนั้นจริง หลังจากเดินหลงทางในพารากอนอยู่นาน ในที่สุดเราก็พบร้านคิโนะตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ ณ ชั้น3นี่เอง....จำไว้นะ คิโนะอยู่ชั้น3 ไม่ใช่ชั้น4 หรือว่าชั้น2 ดูแผนที่เข้าไว้......
 
สรุปว่าเราเลยซื้อพจนานุกรมหนึ่งเล่มจากร้านคิโนะ
คาดว่าเป็นหนังสือที่แพงที่สุดที่เคยควักเงินซื้อ เหอๆ
 
ช็อกไปกับราคาอยู่ด้วยแหละ แต่อนนี้คิดว่า จงพอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีเถอะ
...พจนานุกรมเล่มใหม่ใสกิ๊ง เราจะอยู่ด้วยกันไปอีกนานนะ...
 
 
ถ้ามีเรื่องเงินๆทองๆมาเกี่ยวแล้ว จะทำตามใจตัวเอง เลือกตามความรู็สึกอย่างที่ชอบแบบเดียวคงไม่ได้
 
เรื่องที่ทำในสิ่งที่ชอบได้มีอยู่จำกัดเหมือนกัน
 
 
หลายคนสงสัยว่ารับน้องเป็นเรื่องดีจริงหรือ
 
สำหรับเราเองไม่เคยนึกถึงประโยชน์ของการรับน้องแบบเป็นรูปธรรมมาก่อนเลย
แต่ว่าเคยได้ลองอ่านข้อดีที่คนอื่นเขาเว่าๆมา ซึ่งหลายๆข้อก็เหมือนจะมีคนยกเหตุผลมาโต้แย้งได้เสียหมด
สรุปแล้วรับน้องนี่ไม่มีอะไรดีเลยจริงๆหรือ อย่างเมื่อวันก่อนเราพึ่งได้อ่านกระทู้โหวตเกี่ยวกับการรับน้องมาค่ะ
 
ผลโหวตปรากฏว่า เสียงข้างมากไม่สนับสนันการรับน้อง ตกใจเหมือนกันนะนี่
 
ในกระทู้มีคนมาอธิบายเหตุผลการโหวตของตัวเองมากมาย แต่เราก็ไม่ได้อ่าน เพราะขี้เกียจหลายๆ
แต่ได้ลองมานั่งนึกเอาเองว่าสำหรับเรา รับน้องมันคืออะไรกันแน่
 
สิ่งที่การรับน้องสอนเรา
 
ตั้งแต่เด็ก จนม.ต้น เราเป็นคนไม่ค่อยกล้าเต้น กล้าทำอะไรเท่าไหร่ พอมาถึงม.4 ในใจรู้อยู่ว่าควรจะกล้าแสดงออกมากกว่านี้ แต่ว่าสิ่งที่ทำออกมาได้ยังไม่ค่อยเต็มที่  ทว่าเพราะรับน้อง ทำให้เรากล้ามากขึ้น  พอรู็้ตัวอีกที ไอเรื่องที่ว่าทำไม่ได้ ก็มาทำได้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่สังเกต แล้วยังสนุกมันมากๆอีกต่างหาก
 
คือไม่ได้หมายความว่าชอบเต้นสับปะรด แจวเรือ etc. มาตั้งแต่รับน้องตอนม.4 หรอกค่ะ แต่พอขึ้นม.5 มาเป็นพี่ซะเอง เรารู้สึกว่าถ้าเราเองยังไม่ร้อง ไม่กล้าเต้น ไม่กล้าทำ แล้วน้องๆจะกล้าทำได้ยังไง
 
อยากให้น้องทำเต็มที่ เราเลยต้องเต็มที่เป็นตัวอย่างให้น้องด้วย
 
ความรู้สึกว่าอยากให้น้องเห็นเราทำเต็มที่ เป็นตัวทำให้เราสามารถดึงสิ่งที่ถูกพับเก็บอยู่ข้างในไม่กล้าใช้ ออกมาใช้ได้ในที่สุดค่ะ
 
ถ้าถามว่า เอ็งกล้าเต้นบ้าๆบอๆ กล้าแสดงออก แล้วยังไงล่ะ มันมีประโยชน์ตรงไหน
 
สำหรับเราแล้ว คิดว่ามันทำให้เราได้ทำในสิ่งที่ไม่คิดว่าจะกล้าทำนะ เราคิดบ่อยๆค่ะว่า ตัวเองเปลี่ยนไปจากสมัยก่อนแค่ไหน แล้วความเปลี่ยนแปลงของตัวเองที่ผ่านมา ทำให้เรามั่นใจว่าเรื่องที่เราอยากเปลี่ยนอีกหลายอย่างที่เหลือนั้น เราเองสามารถทำมันได้แน่นอน
 
 
หลายคนบอกว่า รับน้องทำให้ไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก แต่ก็มีคนแย้งว่ายังไงแป๊บๆก็กลับมาอยู๋เป็นกลุ่มๆอยู๋ดี
 
อันนี้เราว่าคำโต้แย้งจริงอยุ่ 80 เปอร์เซนต์ สำหรับแค่ตอนม.4 นะ
(ถ้าน้องๆทุ่มเทและพยายาม พี่เชื่อว่าวันรับน้องใหญ่เป็นเวทีที่เหมาะเหม็งเปล่งโอกาสให้น้องได้สานมิตรภาพกับเพื่อนที่น้องยังไม่เคยได้เข้าไปพูดคุย หรือไม่เคยคิดจะพูดด้วยด้วยซ้ำ และน้องจะเป็นเพื่อนกับคนเหล่านี้ตลอด3ปีของน้อง)
 
ตัวเราเองคิดว่า รับน้องม.4 ทำให้รู็จักนิสัยของเพื่อนมากขึ้น ไอนี่มันบร้า ไอนั่นเต้นน่ารักคนนั้นเงียบ
ทำให้เราปรับตัวเข้ากับเพื่อนง่ายขึ้นนะ เหมือนรู้ว่าควรจะเข้าหาใครแบบไหนค่ะ
 
 
เมื่อขึ้นมาเป็นรุ่นพี่ม.5 งานใหญ่งานแรกที่ต้องทำในฐานะรุ่นพี่ก็คือ งานรับน้องนี่แหละค่ะ ทุกคนต้องทำงานประสานกัน เพื่อให้งานรับน้องออกมาดีที่สุด ในตอนแรกอาจจะดูเหมือนว่ามีคนแค่กลุ่มหยิบมือที่คอยทำทุกอย่าง (ตรงนี้ทำให้เราเห็นนิสัยของเพื่อนได้) แต่สุดท้ายทุกคนจะต้องเข้ามาช่วยกันทำอยู่ดี
 
เพราะรับน้องเป็นงานใหญ่ แค่กลุ่มหยิบมือทำให้เสร็จไม่ได้เองอยู่แล้ว อาศัยพลังของทุกคนถึงจะสำเร็จได้งดงาม
 
รับน้องไม่ใช่ทำให้น้องรักกันมากขึ้นเท่านั้นนะ แต่ยังทำให้รุ่นพี่รักกันเองมากขึ้นด้วย
(รุ่นพี่รักรุ่นน้องอยู่แล้ว อันนี้ไม่ต่องพูดถึง)
 
แล้วก็ทำให้รุ่นพี่ รัก รุ่นพี่ของตัวเองมากขึ้นอีกต่อ
 
เพราะเริ่มเข้าใจว่าสิ่งที่ตัวเองได้มาเมื่อปีที่แล้ว มันเกิดมาจากความรักล้วนๆของรุ่นพี่จริงๆ
ทำให้ขนาดนี้ไม่รักก็ไม่รู้ว่าจะยังไงแล้ว   คือความรู็สึกของเราค่ะ
 
 
ฐานเจ้าแม่ที่น่าหวาดกลัว....
 
ที่ไหนมีแสง ที่นั่นย่อมมีเงา
 
ฐานเจ้าแม่ หมายถึง ฐานที่มีการด่าน้อง ว๊ากน้องนั่นแหละค่ะ
แต่โรงเรียนเราไม่ว๊ากนะ ด่าเฉยๆ เราโน คอมเมนต์กับฐานนี้ค่ะ
คือตอนม.4 (ตอนเราเป็นรุ่นน้อง) เฉยๆนะ แอบเซ็งนิดหน่อย เพราะกลุ่มเราโดนพาเข้าฐานเจ้าแม่เป็นฐานแรก พอเข้ามาก็โดนด่าเลย บลาๆๆ
 
พอขึ้นม.5 เราแวบเข้าไปดูฐานนี้แป๊บนึง ขนาดเราไม่ได้โดนเอง แค่ยืนฟังยังปวดหัวเลย
แต่พอมองไปที่เพื่อนซึ่งกำลังรับบทเจ้าแม่อยู่ ก็จุกขึ้นมาเหมือนกัน
 
ข้างหน้าเพื่อนมีกล่องกระดาษทิชชูวางอยู่
จะพูดอะไรขึ้นมาซักที ต้องบีบจมูก กลั้นน้ำตา เช็ดน้ำตา
เพื่อนเราจะร้องไห้อยู่รอมร่อ
 
ไม่อยากทำ แต่ไม่ทำไม่ได้แล้ว
 
 
เราคิดว่าฐานเจ้าแม่นี้ คนเป็นเจ้าแม่ต้องมีสติตลอดเวลาค่ะ
บางโรงเรียนอาจจะมีคนทำหน้าที่ด่าน้องหลายคน
ซึ่งเราว่าความจริงคนเดียวก็พอแล้ว
และควรจะด่าด้วยความรัก ไม่ใช่ด่าด้วยความคะนอง หรือ ด่าเอามันส์
 
เพราะถ้าพี่ทำให้ด้วยความหวังดี เราเชื่อว่าน้องคงเข้าใจในภายหลัง
 
ถึงในใจเราจะคิดว่า ฐานนี้ไม่มีก็ไม่เป็นไรอยู่หรอกก็เหอะ เหมือนฝืนใจทั้งคนทำ ทั้งคนรับอ่ะค่ะ
 
 
 
สุดท้ายแล้ว หากใครคิดว่าการรับน้องจะเป็นสิ่งที่ดีแค่เปลือก และไม่มีประโยชน์เป็นชื้นเป็นอันแล้ว
หากคิดดีๆแล้ว ยังหาเหตุผลเจ๋งๆ มาสนับสนุนการมีอยู่ของประเพณีรับน้องไม่ได้อยู่แล้วล่ะก็
 
ขอให้คิดว่าการรับน้องเป็นการใช้เวลาร่วมกับเพื่อนๆ
อย่างน้อยสิ่งที่ได้มาก็คือ ความทรงจำที่ดีนั่นแหละค่ะ
 
 
เราถือว่า การรับน้องเป็นประสบการณ์ที่สำคัญของชีวิตม.ปลายของเราค่ะ
ทุกคนก้าวข้ามความขัดแย้ง และความแตกต่าง เพราะอยากทำงานนี้ให้ดี
มารวมตัวกัน ออกความเห็น ประชุม อยู่เย็นด้วยกัน ทะเลาะกัน ให้อภัยกัน
เพราะเหตุผลเดียวเลย
 
เหตุผลที่ว่า คือ รักน้อง ค่ะ
 
รักและอยากส่งต่อความรักให้คงอยู่ไป จากรุ่นพี่ สู่ รุ่นน้อง และรุ่นหลาน เหลน โหลน ต่อไปเรื่อยๆ
ดังนั้นเราถึอว่า การรับน้องอย่างสร้างสรรค์เป็นหลักฐานแสดงความรักที่พี่มีให้น้อง
และอยากให้ประเพณีนี้คงอยู่ต่อไปเรื่อยๆ ตราบนานเท่านานค่ะ
 
สนับสนุนการรับน้องแบบสุดลิ่มทิ่มประตูค่า
 
ปล. เราคิดว่าการที่พี่น้องรั้วเดียวกันสนิทกันไว้เป็นเรื่องดีนะ
คือเหมือนว่าในอนาคตเราก็อาจจะวกกลับมาอยู่ในสังคมเดียวกันอีก
อาจจะเป็นสังคมการทำงาน หรืออย่างอื่น
ซึ่งเครือข่ายที่มีจะทำให้เราช่วยเหลือกันสะดวก
 
และอะเกนว่าสนับสนุนการรับน้องสุดใจค่า